
เช้าข่าว 7 สี – มีภาพปฏิบัติการของตำรวจทางหลวง ที่เรียกขอตรวจค้นรถบรรทุก ที่ต้องสงสัยว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกิน แต่โชเฟอร์รถบรรทุกทำอย่างไร
โอ้โห ขับแบบนี้ นี่ขนาดเป็นรถตำรวจนะ เรียกได้ว่าไม่มีความเกรงกลัวกันเลย แล้วถ้าหากเปลี่ยนจากรถตำรวจ เป็นรถชาวบ้านธรรมดา ๆ ไม่ถูกโชเฟอร์รถบรรทุกรายนี้ ขับรถเบียดขับรถปาดหน้าจนตกถนนไปเลยหรือ
ภาพเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากตำรวจทางหลวงนครปฐม เห็นรถบรรทุกคันนี้น่าจะบรรทุกน้ำหนักเกิน ก็เลยขับตามแล้วส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่คนขับกลับไม่ยอมหยุดรถ เร่งเครื่องหนี เมื่อตำรวจขับตามเพื่อสกัด โชเฟอร์รถบรรทุก ก็หมุนพวงมาลัยขวางทางซ้ายที ทางขวาที ไม่ให้รถตำรวจแซงขึ้นไป แล้วพอตำรวจเร่งเครื่องขึ้นไปขับขวางหน้า โชเฟอร์รถบรรทุกก็ขับจี้ ๆ เบรก ๆ เหมือนกับจะชนรถตำรวจ พอตำรวจจอดรถขวางเอาไว้ได้ ก็หักพวงมาลัยแซงขึ้นไปอีก ซึ่งในจังหวะนี้ รถบรรทุกก็เกือบจะชนตำรวจที่วิ่งลงมาจากรถ จนตำรวจต้องกระโดดหนีขึ้นไปบนทางเท้า แต่สุดท้ายรถบรรทุกก็ยอมจอด เพราะถูกบีบทางจนไปไม่ได้ แต่คนขับรถกลับเปิดประตูวิ่งหนี ตำรวจก็วิ่งตามไปจับอีก กว่าจะล็อกตัวเอาไว้ได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
โชเฟอร์ที่ถูกจับชื่อ นายพิสิทธิ์ อายุ 53 ปี หลังถูกจับตัวได้ ตำรวจก็นำรถบรรทุกไปขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนัก พบว่ามีน้ำหนักมากถึงกว่า 32 ตัน เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ไปถึง 7 ตันเศษ
ส่วนการสอบปากคำ นายพิสิทธิ์ ก็ให้การว่า เป็นเจ้าของรถบรรทุกไปรับดินจากบ่อดิน และจะนำไปถมในพื้นที่ อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม ส่วนที่ไม่ยอมหยุดรถ และขับหนีด้วยความเร็ว เป็นเพราะกลัวจะถูกจับ เพราะทราบดีว่ารถหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
เบื้องต้น ได้คุมตัวส่งให้ตำรวจ สภ.นครไชยศรี ดำเนินคดีในข้อหา ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น และบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ได้ดูคลิปแล้วเห็นได้ชัดว่า ผู้ต้องหาขัดขืนไม่ยอมให้จับกุม แล้วยังมีช่วงที่คนขับรถพยายามจะขับฝ่าหนีไป ซึ่งจังหวะนั้น มีตำรวจ 1 นาย ถึงกับต้องกระโดดหลบรถบรรทุกที่แล่นเฉียดไปนิดเดียว ลองคิดดูหากจังหวะนั้น ตำรวจนายดังกล่าวสะดุดอะไรล้มลง จะเกิดอะไรขึ้น แล้วผู้ต้องหากลับถูกแจ้งดำเนินคดีเพียง 2 ข้อหาจึงมีการสอบถามไปยังตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้รับคำชี้แจงว่า ที่ไม่ดำเนินคดีในข้อหาขัดขืนการจับกุม หรือ ข้อหาอื่นที่หนักกว่านี้ อาทิ ข้อหาพยายามฆ่า เป็นเพราะว่า ตำรวจเคยส่งฟ้องผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ แต่ในมุมมองของศาลเห็นว่าการที่ผู้ต้องหาหลบหนี เกิดจากความกลัวจะถูกจับเรื่องการบรรทุกน้ำหนักเกิน ไม่ได้มีเจตนาจะขัดขืนการจับกุม หรือ เจตนาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งข้อหาที่แจ้งดำเนินคดีไป ก็เหมาะสมแล้ว