
ส.ปชส.ตราด ประชาสัมพันธ์ นโยบาย 30 บาท พลัส รักษาทุกโรค บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่
(27 ต.ค. 66) สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราด รายงานว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการสาธารณสุขของประเทศ โดยยกระดับ ระบบบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างระบบสาธารณสุขที่เหมาะสมสำหรับทุกคนบนแผ่นดินไทย มุ่งเน้นให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมซึ่งวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมาถือเป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ครั้งแรก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวให้เกิดความเท่าเทียม เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ดังกล่าว เป็นการเปิดหารือ 5 ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายยกระดับ 30 บาท ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในและนอกระบบสาธารณสุข ประกอบด้วย บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV สถานชีวาภิบาล การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขต กทม. สุขภาพจิต/ยาเสพติด
บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ จะมีการนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส ที่สามารถเข้ารับบริการได้ทุกเครือข่ายทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จะเข้ารับบริการได้จะเป็นเฉพาะคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 4 จังหวัดเท่านั้น แต่คนจังหวัดอื่นที่เดินทางไป 4 จังหวัดนี้ทั้งไปทำงาน ไปท่องเที่ยวแล้วมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการ ก็สามารถใช้รูปแบบนี้ได้ โดยครอบคลุม รพ.ทุกสังกัด ทั้งมหาวิทยาลัย ทหาร รวมถึงเอกชนอย่างร้านขายยา คลินิก แล็ป ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพัฒนาระบบบันทึกข้อมูล ระบบยืนยันตัวตน และเชื่อมโยงข้อมูลเครือข่ายบริการ ทั้งโรงพยาบาล คลินิก ร้านยา และแล็บ ที่สนใจเข้าร่วม ซึ่งจะทำให้ สปสช.สนับสนุนงบประมาณและจ่ายชดเชย ให้หน่วยบริการได้เร็วขึ้น โดยจะได้รับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวล่วงหน้า กรณีผู้ป่วยนอกจะจ่ายชดเชยใน 3 วัน และผู้ป่วยในจ่ายชดเชยทุก 7 – 14 วัน รวมถึงจะมีการเพิ่มคู่สาย สายด่วน 1330 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยนัดหมายบริการ ยืนยันตัวตน การไปรับยาใกล้บ้าน เป็นต้น โดยเพิ่มอาสาสมัคร เช่น พยาบาลเกษียณ หรือคนพิการ เข้าร่วมบริการประชาชน
มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV
เรื่องมะเร็งครบวงจรจะครอบคลุมทั้งงานส่งเสริมป้องกัน คัดกรอง ตรวจวินิจฉัย รักษา และดูแลผู้ป่วย โดยจะมีการคิกออฟทีม Cancer Warrior ทั้งระดับกระทรวง ระดับเขตสุขภาพและระดับจังหวัดในปลายเดือนตุลาคมนี้ เพื่อดูแลประชาชนทุกจังหวัดให้มีความรู้และตระหนัก ในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ 5 มะเร็งสำคัญ คือ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง /มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก
รวมทั้งคิกออฟฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหญิงอายุ 11 – 20 ปี 1 ล้านโดส วันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 และคิกออฟคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับฟรี 1 แสนคน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 นอกจากนี้ จะเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยี PET/CT Scan SPECT/CT การแพทย์เฉพาะบุคคล การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และรังสีรักษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง
สถานชีวาภิบาล
ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยที่รับการดูแลแบบประคับประคอง ตั้งแต่ระยะแรกจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานมากขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าเดินทาง ลดความกังวลครอบครัว จะพัฒนาคนเพื่อรองรับระบบ ชีวาภิบาลเพิ่มขึ้น 5 พันคน สร้างระบบชีวาภิบาลในทุกโรงพยาบาล บริการที่บ้าน ชุมชน และ Telemedicine รวมทั้งจัดตั้งสถานชีวาภิบาลในชุมชน เช่น วัดคำประมง จังหวัดสกลนคร และขยายสิทธิให้ครอบคลุมทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ โดยเป้าหมาย 100 วันแรกจะจัดตั้งสถานชีวาภิบาลทุกเขตสุขภาพและใน กทม. 7 เขต มีการจัดบริการ Hospital at Home หรือ Home Ward ทุกจังหวัด โดยจะมีการเปิดสถานชีวาภิบาลต้นแบบในเดือนธันวาคม 2566
เพิ่มการเข้าถึงบริการในเขต กทม.
การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต 50 โรงพยาบาล จะนำร่องโรงพยาบาลประจำเขตดอนเมืองระยะที่ 1 โดยยกระดับโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิขนาด 120 เตียง ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข 60 รสสุคนธ์ มโนชญากร เป็นโรงพยาบาลผู้ป่วยนอกเฉพาะทางร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย และเตรียมพร้อมโรงพยาบาลราชวิถี 2 เป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วย คาดว่าจะเปิดให้บริการทั้ง 3 ส่วนได้ภายในเดือนธันวาคม 2566
เพิ่มเครือข่ายดูแลผู้ป่วยจิตเวช
สถานการณ์ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงนั้นพบว่า ผู้ป่วยจิตเวช 166,563 คน เสี่ยงก่อความรุนแรงประมาณ 25.4% หรือ 42,287 คน และก่อความรุนแรง 9.1% หรือ 15,066 คน ส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 129,081 คน เสี่ยงก่อความรุนแรง 50.5% หรือ 65,206 คน และก่อความรุนแรง 23.5% หรือ 30,372 คน เพื่อให้มีการบริการที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยจะจัดตั้ง “มินิธัญญารักษ์” ทุกจังหวัดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติด
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : ปิยวิทย์ ทรัพย์ขจร
ผู้เรียบเรียง : วรรณวิไล สนิทผล
แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดตราด