พัทลุง – อดีตตำรวจชุดจับกุม เปิดภาพ “นายจรวด” วันถูกจับ เผย “เสี่ยแป้ง” ตัดพ้อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ถูก “อัยการ บ.” หักหลังให้วางแผนปล้น คิดว่าเป็นโจรชิงตัวประกัน หลังเกิดเรื่องติดต่อขอปืนคืน สุดท้ายถูกต้องคดีคนเดียว ส่วนพวกที่เหลือรอดหมด
จากกรณีที่มีคลิปของ “แป้ง นาโหนด” ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อวานนี้ ในคลิปมีการตัดพ้อถึงการที่เจ้าตัวไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกหักหลังจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เป็นเหตุผลที่ได้วางแผนหลบหนีจากเรือนจำ โดยอ้างว่าต้องการออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเอง และนักโทษอีกกว่า 393 ราย
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (26 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้วิดีโอคอลพูดคุยกับ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ คงเพชร อดีด ผบ.ร้อย ตชด.434 พัทลุง ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม “นายจรวด” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2562 ติดต่อขอกำลังเสริม หลังถูกกลุ่ม “เสี่ยแป้ง นาโหนด” และพวกกว่า 20 คน วางแผนปล้นชิงตัวประกัน
พ.ต.ท.วีระศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า วันที่เสี่ยแป้งพร้อมพวกกว่า 20 คน บุกเข้ามาชิงตัวนายจรวด หรือนายสิทธิเดช ทรงเดชะ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจับกุม นายอัตชัย เลื่อนแป้น เครือข่ายยาเสพติดได้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนมีการขยายผล โดยได้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของนายอัตชัยว่า หัวหน้าใหญ่เจ้าของยาเสพติดคือนายต้น ฉายา “ต้น พม่า” ซึ่งข้อมูลแชตการสนทนาระหว่างนายอัตชัยกับนายต้นนั้น มีการระบุชื่อ และข้อมูลผู้รับยาเสพติด โดยมีชื่อของ “บอย” เป็นคนรับยาบ้าไป
จากข้อมูลแชตคือนายต้น เจ้าของยาบ้า มีการซื้อขายยาบ้ากับนายบอย โดยนำยาบ้าไปให้ จำนวน 17 เป้ รวม 850 มัด คิดยาบ้ามัดละ 15,600 บาท รวมเป็นเงิน 13,260,000 บาท ในบิลระบุมีการจ่ายเงินไปแล้ว 2.9 ล้านบาท ค้างจ่ายอยู่อีก 10,360,000 บาท โดยนายต้นได้ใช้ให้นายอัตชัย ซึ่งมีหน้าที่ไปทวงเงินค่ายาบ้าในส่วนที่เหลือ
จากนั้นเมื่อจับกุมนายอัตชัยได้ ตำรวจจึงได้ติดต่อไปถึงนายต้น เจ้าของยาบ้าตัวจริง เพื่อขยายผลจับกุมต่อ ซึ่งทีมข่าวยังได้คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนายต้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย โดยในคลิปเสียง นายต้นได้ให้เบาะแสว่า นายบอยที่นำยาบ้าไปนั้น แท้จริงคือนายสิทธิเดช หรือจรวด โดยนำยาบ้าไปทั้งหมด 850 มัด
ต่อมาเมื่อตำรวจได้ข้อมูลจากนายอัตชัย และนายต้น เจ้าของยาบ้าแล้ว จึงได้ทำการขยายผลไปจับกุมนายบอย ที่บ้านพักใน จ.พัทลุง โดยนำตัวนายอัตชัยขึ้นรถไปด้วยเพื่อชี้พิกัดบ้าน จากนั้นเมื่อไปถึงบ้านนายบอย เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าจับกุม และมารู้ว่านายบอยนั้น จริงๆ แล้วชื่อจริงคือ นายสิทธิเดช หรือจรวด โดยมีการถ่ายภาพ และบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน
ซึ่งคลิปเสียงอีกคลิปจะได้ยินตำรวจพูดคุยกับนายจรวด ให้ขยายผลนำยาบ้าที่เอาไปมาส่งคืน โดยนัดให้นำยาบ้าที่เหลือมาวางไว้ มีการพูดคุยยาบ้า 5 เป้ จำนวน 300 มัด และในคลิปเสียง นายจรวดได้มีการต่อรองว่า หากทำตามจะขอไม่ถูกจับ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายจรวด และนายอัตชัยไปขยายผลต่อ โดยให้นายจรวด โทรศัพท์ติดต่อไปยังเครือข่ายที่ได้นำยาเสพติดไปฝากไว้นำมาส่งคืน เพื่อแลกกับการปล่อยตัว และไม่โดนดำเนินคดี
ต่อมานายจรวด จึงได้โทรศัพท์ไปยังบุคคลรายหนึ่งที่อ้างว่าเป็นลูกพี่ ทราบภายหลังคือ “อัยการ บ.” เพื่อให้ลูกน้องนำของกลางที่เป็นยาเสพติดคงเหลือมาให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าเจ้าของยาบ้าเขามาทวงยาบ้าคืน เพราะจ่ายเงินไม่ครบ ขณะนั้นตำรวจมีการถ่ายคลิปมือถือ และบันทึกการสนทนาไว้ทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังได้โทรศัพท์หาตนเองอีกว่า หากยาบ้ามาถึงแล้วจะขอกำลังเสริมจากตนเอง บุกเข้ารวบตัวเครือข่ายที่นำยาบ้ามาส่งทันที ตนเองก็เตรียมตัวรอ
กระทั่งผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง นายจรวดพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้มีการนัดหมายกันในพื้นที่ ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุในตอนนั้น เมื่อถึงเวลานัดหมาย ปรากฏว่าได้มีรถปริศนา ซึ่งเป็นรถตู้ จำนวน 1 คัน และรถกระบะสีดำอีก 2 คัน ขับมาประกบหน้าหลังรถของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
จากนั้นได้มีชายฉกรรจน์เกือบ 20 คน ทุกคนใส่หมวกไอ้โม่ง ถืออาวุธปืนลงจากรถ และแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมหยุด อย่าขยับ พร้อมกับอ้างว่าเป็นตำรวจจับยาเสพติด ทำให้ตอนนั้นตำรวจชุดจับกุมตกใจ และงุนงงอย่างมากว่าเป็นตำรวจชุดไหน และแสดงตัวเป็นตำรวจเช่นกัน
ก่อนที่ตอนนั้นจะมีชายคนหนึ่ง ภายหลังทราบว่าคือ “เสี่ยแป้ง” หัวหน้าที่บุกมาชิงตัวประกัน ถามตำรวจว่า “อ่าวเป็นตำรวจจริงๆ หรอ ไหนเอาบัตรตำรวจมาดู” เจ้าหน้าชุดจับกุมจึงแสดงบัตรให้ดู เสี่ยแป้งตอนนั้นจึงได้พูดกลางวงชิงตัวประกัน โดยต่อว่านายจรวดว่า “ไหนลูกพี่มึง บอกว่าเป็นโจรมาชิงตัวมึงไป อัยการบอกว่าโจรจับมึงไปไอ้จรวด ถ้ากูรู้ว่าเป็นตำรวจ กูไม่มาหรอก ทำไมหลอกกูแบบนี้”
ตอนนั้นนายจรวด ซึ่งหนีลงจากรถเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมแล้ว ได้เข้ามาอยู่ฝั่งพวกเสี่ยแป้งที่มาช่วย โดยมีพวกประธานติ่ง จ่าติ๊ก และระหว่างนั้น นายจรวดได้เข้าไปแย่งปืนเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และจะยิงตำรวจชุดจับกุม แต่ถูกเสี่ยแป้งห้ามเอาไว้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยินเสี่ยแป้งบอกกับนายจรวดว่า “มึงอย่ายิงตำรวจ ถ้ามึงยิง มึงมีเรื่องกับกูแน่ เขาเป็นตำรวจจริง” แต่ตอนนั้นนายจรวดไม่ฟัง และได้ยิงใส่เจ้าหน้าที่ 1 คน จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขา โดยเสี่ยแป้งไม่ใช่คนยิง ก่อนที่เสี่ยแป้งและพวกจะหลบหนีไป ส่วนนายจรวด และนายอัตชัย ก็ได้ขึ้นรถพวกเสี่ยแป้งไปอีกคัน โดยก่อนจะหลบหนี นายจรวดได้นำโทรศัพท์มือถือของตัวเอง และมือถือที่ตำรวจบันทึกการจับกุมเอาไปด้วยทั้งหมด
ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ด้วยความตกใจและกังวล จึงไม่กล้าที่จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่ จ.พัทลุง ทำได้เพียงเข้าไปปฐมพยาบาลที่โรงพยาบาลควนขนุน ก่อนจะย้ายไปพักที่โรงพยาบาลใน จ.กระบี่
โดยหลังเกิดเรื่องขึ้น ช่วงเช้าของอีกวันทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังตนเอง เพื่อขอกำลังเสริมไปคุ้มกันเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม เพื่อเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.นาขยาด จากนั้นจึงได้ทราบเรื่องทั้งหมดจากชุดจับกุมว่า กลุ่มคนที่มาชิงตัวนายจรวด และนายอัตชัยไป คือเสี่ยแป้ง
หลังจากรู้ว่าเป็นเสี่ยแป้ง ตนเองจึงได้โทรศัพท์ไปหาเสี่ยแป้ง เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ทำไมเสี่ยแป้งทำแบบนี้ เสี่ยแป้งจึงบอกกับตนเองว่า เจ้าตัวไม่ทราบว่าบุคคลที่จับกุมนายจรวดไปคือตำรวจ เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง เสี่ยแป้งได้รับโทรศัพท์จากคนที่ชื่ออัยการ บ. ประธานติ่ง และพ่อของนายจรวด ซึ่งได้ติดต่อเสี่ยแป้งมาขอความช่วยเหลือ อ้างว่านายจรวดโดนกลุ่มรีดไถเกี่ยวกับเครือข่ายยาเสพติดอุ้มไป อัยการ บ. จึงได้โทรศัพท์ให้เสี่ยแป้ง พร้อมทีมงานเข้าไปช่วยเหลือ โดยที่ไม่ได้มีการบอกความจริงว่านายจรวดถูกตำรวจจับกุม เนื่องจากการขยายผลเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด
ตนเองจึงได้บอกให้เสี่ยแป้ง นำอาวุธปืนที่พรรคพวกปล้นตำรวจไปนำมาคืน ตอนนั้นเสี่ยแป้งบอกว่าผมไม่ได้เอาปืนไป แต่คนที่นำปืนตำรวจไปคือประธานติ่ง 1 กระบอก จ่าติ๊ก 1 กระบอก และนายจรวดเอาไป 1 กระบอก รวมแล้ว 3 กระบอก แต่ขณะนั้นเสี่ยแป้งได้ขอเวลาตนเอง 2 วัน เพื่อนำปืนมาคืน เพราะประธานติ่งนำปืน 1 กระบอกไปจำนำ ต้องไปไถ่ถอนออกมาก่อน
จนกระทั่งผ่านไป 2 วัน เสี่ยแป้งก็ได้นำปืนทั้งหมดมาคืนให้กับตนเอง เพื่อส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้ลูกน้องเป็นคนนำใส่ถุงมาให้ ก่อนที่เสี่ยแป้งและพวกทั้งหมดจะถูกจับกุมภายหลัง และมีการตั้งข้อหากับเสี่ยแป้งและพวก แต่ต่อมาตนเองไม่รู้ว่ากระบวนการแจ้งข้อหาเกิดอะไรขึ้น กลุ่มที่มีการเข้าไปชิงตัวประกันกลับไม่มีใครโดนคดี และบางรายสามารถประกันตัวออกมาได้ แต่กลับดำเนินคดี และคัดค้านการประกันตัวเสี่ยแป้งเพียงคนเดียว
ส่วนข้อครหาที่ว่าตำรวจภาค 8 และกลุ่มพวกตนเอง มีการจับกุมนายจรวด พ่อค้ายาเสพติดไปเรียกค่าไถ่ เสนอเงิน 3 ล้านบาทนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับว่าระหว่างจับกุม นายจรวดได้เสนอเงินเป็นค่าดูแลตำรวจ เพื่อแลกกับการปล่อยตัวจริง ตอนนั้นตำรวจได้แกล้งรับปากไปเท่านั้น เพื่อให้นายจรวดทำตามคำสั่ง และให้นำยาบ้ามาให้ได้ ซึ่งไม่มีการรับเงินเพื่อเรียกค่าไถ่แต่อย่างใด
ส่วนการที่เสี่ยแป้งหลบหนี และระบายออกมาในคลิปดังกล่าวนั้น ตนเองซึ่งเป็นคนที่รู้เหตุการณ์ และรู้เรื่องราวก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ซึ่งตนก็ยังคงมีหลักฐานบางส่วนที่เก็บไว้ มองว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายจรวด ที่อ้างว่าตำรวจมีการรีดไถ่เงิน จึงทำให้ต้องมีการชิงตัวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเรื่องราวทั้งหมดมาจากที่นายจรวดไปเบี้ยวค่ายาเสพติดจากทางกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดระดับสูง ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน มองสิ่งที่เกิดขึ้นทางครอบครัวนายจรวด รวมไปถึงอัยการ บ. และบุคคลอื่นๆ น่าจะมีส่วนรู้เห็น และร่วมกันวางแผน ก่อนที่จะมาหลอกเสี่ยแป้งให้เข้าไปช่วย สอดคล้องกับที่เสี่ยแป้งเองได้ให้ข้อมูลกับตนเองว่า บุคคลที่ทางเสี่ยแป้งเชื่อ และไว้วางใจจะมีเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ อัยการ บ. และประธานติ่ง
เชื่อว่าการออกมาของเสี่ยแป้ง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง น่าจะเกิดมาจากตัวเสี่ยแป้งถูกตั้งข้อหา และโดนจับกุม ทั้งๆ ที่เสี่ยแป้งไม่ได้เป็นคนทำ และไม่ได้เป็นคนยิงตำรวจ แถมยังห้ามนายจรวดไม่ให้ทำร้ายร่างกายตำรวจด้วย เหตุการณ์วันนั้นถ้าหากอัยการ บ. ไม่ได้เป็นคนสั่ง หรือขอให้ช่วยเหลือ เสี่ยแป้งเองก็คงนิ่งเฉย และไม่กล้าที่จะเข้าไปช่วยอยู่แล้วหากรู้ว่าเป็นตำรวจจริง